กลับบ้านนอก

“วันอาทิตย์เต็มทุกเที่ยวค่ะ” พนักงานเขาบอกมาอย่างนั้น
ช่วงวันหยุดศุกร์เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา
ผมมีโอกาสได้กลับบ้านนอกเสียที หลังจากห่างหายไปสามสี่เดือน
แต่ผมไม่ได้อยู่ที่บ้านเต็มทั้งสามวันดอก
จองตั๋วช้าไปหน่อย ทำให้ได้รถเที่ยวกลับบางกอกเป็นเที่ยงคืนวันเสาร์
เมืองใหญ่ก็คงเป็นเยี่ยงนี้แหละนะ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเทศกาลยาวๆ สี่ซ้าห้าวัน
แย่งกันไป แย่งกันกลับ ผมจึงคร้านที่จะเดินทางในช่วงนี้นัก

แต่การกลับบ้านนอกเที่ยวนี้ถือว่าเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะ
บังเอิญว่า บ้านนอกของเรามีงานเทศกาลพอดี
ซึ่งงานนี้เขาเพิ่งจัดเป็นครั้งแรก
ชื่องานเรียกเสียดูดี “I-san Food & Music Festival 2009”
อ่านว่า อิสาน หรือ อีสาน ไม่ใช่ ไอสาน เหมือนไอพ็อดไอโฟนแต่อย่างใด
งานอิสานฟู้ดแอนด์มิวสิกเฟสติวัลจัดที่สวนสุขภาพบริเวณประตูเมือง
ฝั่งตรงข้ามกับไซส์งานก่อสร้างอาคารเซ็นทรัลพลาซาอันมหึมานั่นเอง

ไหนๆ ก็พูดถึงเซ็นทรัลฯ ผมขอพร่ำเล็กน้อย
กว่าที่เครือเซ็นทรัลฯ จะฝ่าด่านอรหันต์มาก่อสร้างที่นี่ได้นั้น ก็ใช้เวลาหลายปีโข
ผมเองก็ชอบใจ หากห้างใหญ่จากบางกอกจะทำให้เมืองนี้ดูเจริญหูเจริญตาขึ้น
แต่ผมกลับไม่ยินดี เมื่อเห็นอาคารยักษ์ใหญ่ก่อสร้างขนาบชิดเสียจนข่มประตูเมือง
จนเสมือนว่าประตูเมืองเป็นองค์ประกอบหนึ่งของศูนย์การค้า
เห็นเมื่อใด ก็ให้ขุ่นเคืองใจเมื่อนั้น(เชียว)
แต่ตอนนี้ถึงจะเคืองอย่างไรก็คงไม่มีประโยชน์
ผู้มีอำนาจของเมืองเขาตกลงปลงใจกันไปแล้ว
ครั้นจะให้ไปยืนถือป้ายประท้วง ก็เกรงว่าซิสเลอร์อาจจะเดินทางมาถึงช้าไปกว่าเดิม
อย่ากระนั้นเลย พับเซ็นทรัลฯ เก็บไว้ก่อน ไปเที่ยวงานฟู้ดฯ กับผมคงจะดีกว่า จริงไหม
ถ้าจริง ก็ตามผมมาเร็วๆ นะครับ พ่อกับแม่ผมเดินนำไปโน่นแล้ว

ด้านหน้างานเขามีแลนด์มาร์คเป็นกระติ๊บข้าวเหนียวอันเบิ้ม
เบิ้มขนาดไหน ก็ขนาดให้คนปีนบันไดขึ้นไปชมวิวและถ่ายรูปได้
ผมก็ให้พ่อกับแม่ปีนไปเต๊ะท่าบนนั้นนั่นแหละ
ส่วนภายในงานก็แบ่งพื้นที่เป็นหลายโซน
โซนแรกเป็นโซนขายของที่ระลึก
มีน้องๆ หน้าตาละอ่อนมาแบกะดินขายของ
ทั้งตุ๊กตุ่นตุ๊กตา เสื้อยืด โปสการ์ด ดูเข้ากับสมัยดีแท้
โซนต่อไปเป็นโซนขายอาหารที่ระลึก
ก็อาหารแห้ง อาหารเกือบแห้งที่เราซื้อกลับไปฝากใครต่อใครที่เราอยากจะฝากนั่นแหละ
เดินลึกเข้าไปอีกหน่อยก็มาถึงโซนซุ้มอาหารปรุงสำเร็จ
โซนนี้มีหลายซุ้มเลยทีเดียว มีทั้งอาหารอิสาน อาหารภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้
และอาหารแบบอินเตอร์เนชั่นแนล (จริงๆ นะ)
ส่วนโซนสุดท้าย เขาจัดเป็นโซนการแสดงดนตรี
อันประกอบไปด้วยเวทีขนาดใหญ่และพื้นที่นั่งชมอันกว้างขวาง

ผมชักชวนพ่อกับแม่ไปอุดหนุนซุ้มอาหารต่างๆ เพื่อกระจายรายได้ และคลายหิว
เมนูแรกที่ผมรีเควสคือเมนคอร์ส ส้มตำปูปลาร้าเสิร์ฟพร้อมปลาเผาและข้าวเหนียวร้อนๆ
พ่อเดินไปเดินมาหลายซุ้ม ได้หม่ำหมู ลูกชิ้นปิ้งและหอยจ้อติดมือกลับมาด้วย
อาหารแซบได้ใจมากโดยเฉพาะส้มตำปูปลาร้า (แซบ มิใช่แซ่บ)
คิดถึงแล้วก็น้ำลายสอขึ้นมาทันที
หลังจากจัดการอาหารคาวกันจบ
เราก็ตบท้ายด้วยไอศครีมกะทิรสชาเย็น ชาเขียว และเผือก อืม…
ด้านโรงแรมระดับห้าดาวของเมือง
เขาก็ขนเชฟมือหนึ่งมาประกวดประชันอาหารสไตล์อิสานฟิวชั่น
ฟังรายการอาหารแล้วอยากลองเป็นกรรมการ
สเต็กข้าวจี่และตำแตงไข่ต้ม ลาบแซลมอน ลาบซี่โครงแกะทอด
รวมทั้งหมกกุ้งมังกรซ่อนมัจฉา(เนื้อปลาแซลมอน)

เห็นผมเปรมกับเรื่องกิน โปรดอย่าเข้าใจผิด
ไฮไลต์ของงานมิใช่เพียงแค่อาหาร
อย่างที่บอก งานนี้งานฟู้ดแอนด์มิวสิก ย่อมจะต้องมีการแสดงดนตรีด้วย
เขามีการประกวดขับร้องลูกทุ่ง ประกวดแบนด์ บางวงมาแนวอินดี้ไปเลยก็มี
แต่ทีเด็ดก็คือ มีดาราดังจากบางกอกมาร้องเพลงให้ฟังกันด้วย
ผมถือโอกาสไปแกร่วแถวขอบเวทีเพื่อถ่ายรูปเหล่าเซเลบอย่างใกล้ชิด
เซเลบคนแรกเป็นนักแสดงจากวิกหนองแขม (ตอนนี้ต้องเป็นวิกมาลีนนท์หรือเปล่า)
อีกคนมาจากวิกหมอชิต ไม่ใช่ใครที่ไหนดอก ก็คนบ้านเดียวกันนี่แหละ
เจ้าโฬมกับเจ้าเวียร์นั่นเอง เขามากันคนละวัน
โฬมมาคืนวันศุกร์ เวียร์มาคืนวันเสาร์
แต่ทั้งสองคนก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน
น้องๆ เขาร้องเพลงโชว์ได้อย่างมืออาชีพ
ที่สำคัญสปีคซาวน์แทร็กได้ใจมาก
ได้ใจไปทั้งอ้ายลาวทั้งสาวอิสาน
และได้ใจพ่อแม่พี่น้องไปหลายดวงเลยทีเดียว
ผมเองเคยได้ฟังลีลาการเว้าอิสานของโฬมบ้างเหมือนกัน
แต่ยังไม่เคยได้ยินสำเนียงเสียงในฟิล์มจากปากเวียร์
มาคราวนี้เจ้าเวียร์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
โอ๊ย ลาวคั่กๆ ทั้งสองคนเลยบักหล่าเอ้ย!

นอกจากร้องเพลงโชว์
เจ้าโฬมก็มีช่วงร่วมเล่นเกมกับผู้ชม
โดยให้บรรดาผู้ชมทายกันเล่นๆ ว่า
ส้มตำไทย ส้มตำปูปลาร้า หรือส้มตำปลาร้า(เฉยๆ)
ส้มตำแบบไหนเป็นที่โปรดปรานของโฬม
มีบางคนบอกว่าเป็นส้มตำไทย
เจ้าโฬมค้อนขวับ “โอ๊ย คือซิได๋กินดอก”
ล่ามแปลแล้วหมายถึงเจ้าโฬมพูดประชด “คงจะได้กินหรอก(นะ)”
ส่วนคิวของเจ้าเวียร์
เขาให้ร่วมโชว์ตำกับเจ้าของแชมป์ส้มตำของงาน
เวียร์ขอให้ใส่พริกเยอะๆ เอาเผ็ดๆ พร้อมกับเปรยว่า
“ปกติกินส้มตำทุกวัน กองถ่ายเขาจะเตรียมให้ทุกครั้ง
เขารู้ว่าถ้าพระเอกเวียร์ไม่ได้กินปลาร้า จะจำบทไม่ได้”
ฮ่าฮ่า ไม่คิดว่าพระเอกทั้งสองจะมีพฤติกรรมคล้ายผมได้ขนาดนี้ อิอิ

ความจริงโชว์ต่างๆ ไม่ได้มีแค่สองลาวบ่าวอิสาน
ยังมีน้องเปรี้ยว เอเอฟสอง พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์
และในคืนวันอาทิตย์มีหนุ่มรุจเดอะสตาร์มาให้สาวลาวได้กรี๊ดกันอีกคน
ส่วนนักร้องที่ผมคิดว่าไม่ใช่ลาวก็มีแสตมป์และเซเว่นซีน
เสียดายที่ไม่ได้รอฟังแสตมป์ เพราะมาดึกไปหน่อย
พ่อกับแม่คงไม่ร่วมถ่างตารอแน่ๆ
นอกนั้นก็มีเจี๊ยบ วรรธนา และคนอื่นๆ อีกที่จำชื่อไม่ได้ (ไม่ใช่ลาว เลยไม่ได้จำ ฮ่าฮ่า)
พิธีกรบอกว่า สิงโตมาไม่ได้เพราะติดคิว
ผมเข้าใจดี น้องเขาติดซ้อมละครทุกวัน คงจะเจียดเวลาเดินทางมาถึงที่นี่ได้ยาก
และขอเสียดายอีกทีที่ไม่มีน้องๆ กลุ่มแทททูคัลเลอร์
ไม่งั้นคงได้เห็นอ้ายลาวสาวอิสานกระโดดเหยงๆ โชว์พ่อป้าน้าอาให้ตกกะใจเล่นๆ

กลับมาคราวนี้ ผมรับความรู้สึกภูมิใจในบ้านเกิดไปเต็มๆ
แม้ปกติมันก็มากจนเกือบจะล้นอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ เคยบ่นกับเพื่อน
“ทำไมบ้านเรา ไม่มีดาราดังๆ อย่างจังหวัดอื่นเขาบ้าง”
ตอนนี้ไม่ใช่แค่ดาราดัง แต่มีทั้งนักร้องดัง และนักกีฬาดัง
ดีใจที่เห็นคนบ้านเดียวกันมีชื่อเสียงโด่งดัง
และวันนี้ยิ่งดีใจที่เห็นคนบ้านเดียวกันอย่างเจ้าโฬมและเจ้าเวียร์
คนที่ยังไม่ลืมบ้านเกิด
คนที่ไม่อายในภาษาถิ่น ภาษาของพ่อและแม่
คนที่ไม่ลืมในความเป็นอิสาน ความเป็นตัวตน
และที่สำคัญ ยังคงไม่ลืมในรสชาดของปลาร้า ฮ่าฮ่า
เห็นทีปีหน้าตุลาคม หากผมยังไม่ลืมปลาร้า
ผมคงจะต้องจองตั๋วกลับบ้านนอกตั้งแต่เนิ่นๆ เสียแล้ว

Advertisements

เพื่อน

ถ้าเพื่อนเป็นทุกข์ เราก็ทุกข์ด้วย

แวะไปเยี่ยม

Home Buyers’ Expo 2009
มหกรรมเลือกซื้อที่อยู่อาศัย
20-23 ส.ค.นี้
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ข้อมูลเพิ่มเติม http://homeexpo.home.co.th/

แก้ม The Star
แวะไปเยี่ยมวันพฤหัสฯที่ 20 ส.ค. 52
เวลา 15.00-15.30 น.

อ.จตุพล ชมภูนิช
แวะไปเยี่ยมวันศุกร์ที่ 21 ส.ค. 52
เวลา 17.00-17.30 น.

สิงโต The Star
แวะไปเยี่ยมวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 52
เวลา 14.00-14.30 น.

ทุกคน! อย่าลืมแวะไปเยี่ยมด้วยนะครับ ^^

ลูกค้าคนสุดท้าย

STB

“พี่เป็นลูกค้าคนสุดท้ายเลยครับ”
บาริสต้าตาหยีทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นทุกครั้ง
ผมยิ้ม แต่ไม่ได้เอ่ยปากอะไร
รู้สึกใจหายเหมือนกัน แต่คิดว่าคงจะมีโอกาสได้เจอกันอีก
จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวคำลา
ไม่เคยคิดว่ากาแฟแบรนด์ดังจะต้องเจอกับเหตุการณ์เช่นวันนี้
เมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า สวนทางกับค่าเช่าพื้นที่ที่สูงขึ้น
ศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒
จึงเป็นวันสุดท้ายของร้านสตาร์บัคส์ สาขาเมเจอร์รัชโยธิน
ซึ่งเป็นร้านสตาร์บัคส์สาขาที่ผมใช้บริการบ่อยครั้งที่สุด
ชีวิตประจำสัปดาห์ หลังเลิกงานก็เดินทอดน่องไปเมเจอร์ฯ
ก่อนจะเข้าไปดูหนัง เย็นไหนง่วงๆ ก็แวะหิ้วคาปูชิโน่ร้อนไปนั่งจิบในโรง
แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
อันที่จริง ในละแวกนั้นก็มีร้านสตาร์บัคส์อีกสองสาขา
สาขารัชโยธินอะเวนิวอยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร
จะเรียกว่าเดินตดยังไม่ทันหายเหม็นก็ถึงแล้วก็ได้
เพียงแต่ผมไม่รู้สึกคุ้นเคยกับสาขานี้
ส่วนอีกสาขา เอสซีบีปาร์ค ก็เพียงข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม
แต่ผมไม่เคยไปใช้บริการ ไม่มีธุระอะไรที่นั่น
สามสาขาในทำเลเดียวกัน
จึงอาจจะเป็นเรื่องเหมาะสมของการทำธุรกิจที่จะยุบสาขานี้
เช่นเดียวกับย่านสยามสแคว์ ร้านสาขาที่ติดกับธนาคารกสิกรไทยก็ถูกยุบไปแล้ว
(มีใครจำได้บ้างครับ)
หรือบางทีอาจจะเป็นโอกาสอันดีในการลดกาแฟยามเย็น
หากเดินผ่านแล้วไม่เห็นร้าน ความอยากอาจจะลดลง
หลายคนอาจจะสงสัย ทำไมต้องเป็นสตาร์บัคส์ แพงเว่อร์ขนาดนั้น
หลายครั้งอาจจะเคยเห็น กินข้าวแกงถูกๆ แล้วเก็บตังค์ไปกินสตาร์บัคส์
บ้าหรือเปล่า! ไม่รู้เหมือนกันครับ อาจจะบ้าก็ได้
แต่คิดว่าเป็นความบ้าที่ทำแล้วก็มีความสุขดี
นอกจากเรื่องรสชาดและการบริการ อาจจะเป็นเรื่องของความรู้สึก
พอเป็นเรื่องความรู้สึก ก็คงยากที่จะอธิบายให้หลายคนรู้สึกได้เหมือนๆ กัน
ผมไม่ถนัดในเรื่องอธิบายความรู้สึก
เพราะฉะนั้น ผมไม่พูดถึงเรื่องนี้ดีกว่า
หลังจากวันนี้ ผมอาจจะไปเมเจอร์น้อยครั้งลง
หรือไปแล้ว อาจจะไม่กินกาแฟยามเย็นบ่อยอย่างที่เคย
หรือบางที บางทีผมอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยก็ได้
ตอนนี้ผมไม่รู้หรอก
รู้แค่ว่า แก้วสุดท้ายของวันนั้นคงจะไม่ใช่แก้วสุดท้ายของเรา

90’s Retro

นอกจากหน้าปก “FILMAX” ฉบับเดือนกรกฎา
จะดึงดูดสายตาด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
Harry Potter and the Half-Blood Prince
ยังมีข้อความโปรยปกตัวเล็กๆ ด้านล่าง
ที่สามารถดึงดูดใจจนทำให้หยิบออกมาจากแผงหนังสือ
แล้วถือกลับบ้านด้วยความสนใจใคร่รู้ (จ่ายตังค์แล้วนะ)
” 90’s Retro รวมหนังแห่งปรากฏการณ์ยุค 90 ”
(ตามด้วยรายชื่อหนัง)
Jurassic Park, ID4, Titanic, Speed, Scream,
Forrest Gump, Basic Instinct, Pulp Fiction,
Home Alone, The Fugitive, The Lion King,Toy Story,
Seven, The Silence of the Lambs, Unforgiven…
ตามด้วย จุด จุด จุด
ซึ่งหมายความว่า เนื้อหาภายใน ยังมีหนังอีกหลายเรื่อง
พออ่านรายชื่อหนังทั้ง ๑๕ เรื่องแล้วก็สะกิดใจ
เฮ้ย! นอกจาก Scream แล้ว เราดูมาหมดแล้วทุกเรื่องเหรอเนี่ย
แต่พออ่านเนื้อหาข้างใน
กลายเป็นว่า อ้าว! Scream เราก็ดูแล้วนี่หว่า
สรุปแล้ว เหมาทั้งหมด!!

นึกย้อนกลับไป ก็น่าจะเป็นช่วงที่ยังเป็นนักศึกษา
เวลาว่างคงจะเยอะ เพราะมีเวลาเรียนมากกว่าคนอื่นๆสองปี ฮ่าๆ
ลองไล่อ่านดูรายชื่อหนัง นึกถึงอะไรเป็นอันดับแรก
มาดูเลยดีกว่า
๑. Jurassic Park ไดโนเสาร์ทีเร็กซ์กับเด็กถูกไฟฟ้าช๊อต
๒. ID4 ประธานาธิบดีกล่าวสุนทรพจน์ก่อนจะขึ้นไปขับเครื่องบิน
๓. Titanic แจ๊คกับโรสทำเป็นเท่อยู่หน้าเรือ
๔. Speed คีอานูกับซานดร้าซิ่งตีนผี
๕. Scream ตอนแรกลืมไปเลยว่าเคยดูฆาตกรใส่หน้ากากผี
๖. Forrest Gump ทอม แฮงส์ วิ่ง วิ่ง วิ่ง
๗. Basic Instinct ชารอน สโตน กับฉากสยิว!
๘. Pulp Fiction โหด อัดถั่ว กวนตีน
๙. Home Alone เด็กแก่แดดที่จำชื่อไม่ได้
๑๐. The Fugitive แฮริสัน ฟอร์ด หนีตาย
๑๑. The Lion King ซิมบา มูฟาซา และประโยค ‘ฮาคูนา มาทาทา’
๑๒. Toy Story แอนดี้ หุ่นคาวบอย หุ่นนักบินอวกาศ
๑๓. Seven แบรด พิทท์ กับฉากโหดโคตร
๑๔. The Silence of the Lambs
โจดี้ ฟอสเตอร์ ปืน เสียงหายใจในความมืด
๑๕. Unforgiven ปู่คลิ้นท์คาวบอยแก่ ซุ่มดักยิง

อ่านแล้วใครนึกถึงเรื่องอะไรบ้าง
แต่ว่า…
มีใครพอจะร่วมรุ่น Retro กับเราบ้างมั้ยเนี่ย ฮ่าๆ

หวัดไป หวัดมา

เฮ้ย…หวัดไป หวัดมา
ปกติก็แพ้อากาศอยู่บ่อยครั้ง (โรคของพวกไฮโซหรือเปล่า)
อาบน้ำตอนเช้าเสร็จก็ต้องสั่งขี้มูกเป็นประจำ (ขี้มูกนี่แหละ ไม่ต้องน้ำมูกหรอก)
เจอฝุ่นเข้าหน่อย ก็ขี้มูกไหล (โดยเฉพาะฝุ่นในห้องนอน แหะๆ)
ตอนนี้ดันมาเจอหวัดเล่นงาน
เป็นแล้ว เป็นอีก หายแล้วก็เป็น เป็นแล้วก็หาย (ยังไม่ตายแต่อย่างใด)
ไม่รู้ว่า รับเชื้อหวัด ๒๐๐๙ ไปหรือยัง
เพราะต้นเดือนที่ผ่านมา ต้องทำงานในที่ชุมนุมชน(อย่างแรง)
และพวกเรา เหล่าทีมงาน ไม่มีการป้องกันแม้แต่น้อยนิด
งานหนัก พักผ่อนน้อย
จบงาน ป่วยกันระนาว
ทีมงานในแผนกผมมีสี่ชีวิต(รวมชีวิตผมด้วย)
ตอนนี้น้องๆ ในทีมก็ป่วยกันครบถ้วน ไม่มีใครเสียเปรียบใคร
น้องกะหร่องชายกับน้องสาวกะปุ๊กลุก
ลาป่วยตั้งแต่จบงาน หายตัวกันไป คนละสองสามวัน
ผมเองก็หายไปหนึ่งวัน(วันนี้อีกครึ่ง)มิได้ป่วยมาก
แต่ต้องขอพักก่อน มิเช่นนั้นรู้ตัวว่าจะล้มนาน
ส่วนเจ้ากะเปี๊ยกชาย ตอนแรกนึกว่าจะแข็งแรงกว่าเพื่อน
ตอนนี้ไปนอนที่โรงพยาบาลเรียบร้อย
ได้ข่าวว่าเป็นไข้เลือดออกบวกกับไข้หวัดใหญ่(ธรรมดา)
โชคยังดี มิใช่ไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙
ไม่งั้นคงตีกับไข้เลือดออกยุ่งไปเลย
จะกลายเป็นไข้เลือดออก ๒๐๐๙ หรือเปล่าก็ไม่รู้
สรุปแล้ว
คนที่เป็นหวัดบ่อยอย่างผม กลับแข็งแรงกว่าเพื่อน
สงสัยเชื้อหวัดมันคงพอจะรู้จักกันอยู่บ้าง
อาจจะแค่ทักทายกันพอเป็นพิธี
หวังว่าคุณพี่ไวรัสคงไม่คิดล้อเล่นกันแรงแรง
ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะครับพี่…สาธุ
.
.
.
ปล. เท่าที่คุยกับหลายๆ คนในออฟฟิศ
ยังมีความไม่เข้าใจเรื่อง ไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ กันเยอะ
จะโทษใครดีเนี่ย ที่ทำให้ประชาชนสับสนได้ขนาดนี้ เฮ้อ…

หากสราวุธเป็นดารา ๒

วันนี้(หมายถึงวันนั้น)สราวุธใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำตัวโปรด
ไอคิดว่า เขาคงได้กลับบ้านกลับช่องบ้างแล้ว
ก่อนหน้านี้ สราวุธโชว์ตัวด้วยเสื้อลายม่วงทั้งสองเวที
เพราะหลังจากไปโบกรถทำเท่ทั่วไทย
เขาก็ยุ่งยุ่งยุ่ง จนไม่มีเวลากลับบ้านนอก(เมือง)
ได้แค่หมกตัวอยู่ที่คอนโดกลางกรุง
ซึ่งมีเสื้อผ้าอาภรณ์ไม่กี่ชุด (เขาว่างั้นนะ)
พวกยู(บางคน)อาจจะสงสัย
แล้วเขาจะยุ่งเรื่องอะไรกันนักกันหนา
ไปถามสราวุธเอาเอง ไอไม่อยากรู้เหมือนพวกยูหรอก
ส่วนสาวหมวยที่อยู่เคียงข้างสราวุธ
วันนี้เธอเปิดตัวด้วยเสื้อน้ำเงินเข้มลายจุดขาว
ผมยาวสลวยทั้งสองข้าง หน้าตาแช่มชื่น ดวงตาเป็นประกาย
เสมือนความมั่นใจถูกดึงกลับมาซึบซับอยู่ทั่วร่าง
พวกยู(บางคน)อาจจะสงสัย
แล้วเธอสูญเสียความมั่นใจไปเมื่อใด และเพราะเหตุใด
ไปถามสราวุธเอาเอง ไอไม่อยากรู้เหมือนพวกยูหรอก
อ้าว…ทำไมต้องไปถามสราวุธ
สราวุธรู้สาเหตุดีแน่นอน ฮ่าๆ

ไอทักทายกับสราวุธและสาวหมวย
“วัดซับแม้น!…เจ้าจอดรถอยู่ไส?”
ม่ายช่าย…ไอล้อเล่น ไอมิได้สปีคอิงลิชหรืออีสซึ่น*แต่อย่างใด
เพียงแต่คุยด้วยกัลยาณมิตรภาษาตามปกติ อิอิ
ไอเข้าใจว่า สราวุธเพิ่งมาถึง
และกำลังจะเดินไปแพร่งภูธรเช่นเดียวกับไอ
ความจริงแล้ว เขามาถึงก่อนหน้านี้
จอดรถไว้ในแพร่งฯ แล้วเดินออกมาซัดมื้อเย็นกับสาวหมวย
น่าสงสารสราวุธที่ต้องขับรถมาเอง ไม่มีคนขับรถส่วนตัว(เหมือนไอ)
คงจะเหนื่อยล้าจากการขับรถในเมืองกรุง อิอิ
ไอแสร้งพูดไปงั้นแหละ
ไอเองก็ได้ยินมาว่า สราวุธชอบช่วงเวลาที่ได้ขับรถ
เพราะเสมือนอยู่ในโลกส่วนตัว อะไรจะขนาดนั้น!
แต่มันก็จริงของพ่อเจ้าประคุณ(สราวุธ)นะ
บางครั้งไอก็คร้านจะสนทนากับคนขับรถของไอเอง
อันนี้ไอเข้าใจยูนะ สราวุธ…ไอเข้าใจ

พวกยู(บางคน)อาจจะสงสัย
นายสราวุธมาทำอะไรที่แพร่งภูธร
แต่นึกดูอีกที ไอว่าพวกยูคงจะรู้อยู่แล้ว
งั้นไอคงไม่ต้องบอก ช่างสราวุธเถอะ
แล้วยูคิดจะสงสัยกันบ้างมั้ย ไอถ่อมาถึงที่นี่ด้วยสาเหตุใด
ไม่สงสัย ไอก็จะบอก
วันนี้ ไอมาดู MC**
ในห้วงความคิดแรกของคนทั่วไป
MC จะต้องขาวสวยหมวยเอ็กซ์
และแน่นอนมักจะแอบแอ๊บแบ๊ว
แต่ MC ในวันนี้ เป็นนายตี๋ตาตี่ ผิวคล้ำ***
ไม่มีส่วนใดใกล้เคียงกับคำว่าเอ็กซ์
ส่วนแอบแอ๊บแบ๊วหรือเปล่า อันนี้ไอไม่รู้ ฮ่าๆ
นายตี๋ MC ช่วงนี้รับจ๊อบเยอะ
จ๊อบนี้ก็ทำหน้าที่ดึงดูดแฟนคลับให้มาร่วมงานได้เยอะโข
งานนี้มีคนสามคนมาคุยกันเรื่อง อ่าน เขียน เรียนชีวิตกับหนอนหนังสือ****
คนแรกคือคุณสฤณี อาชวานันทกุล ผู้แปลหนังสือวิชาสุดท้ายฯ
ไอเพิ่งไปฟังเสวนาที่คุณยุ้ยเป็น MC ในงานท่องเที่ยวไทย ที่อิมแพ็คฯ
คนที่สอง อ.ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์
ไอเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยสัมผัสงานเขียนของท่านอาจารย์
จริงๆ แล้ว ไม่ได้ติดตามผลงานเลยทั้งสองท่าน เพราะไม่รู้จักมาก่อน
ไอรู้ ไอเชย แต่ไอก็รู้ คงมีพวกยูบางคนเชยเหมือนไอ อิอิ
ส่วนคนที่สาม แต่นตะละแลน แต่นแต๊น…
นายตี๋ MC ของเรานั่นเอง
อย่างที่ไอบอกยู ไอมาที่นี่เพราะนายตี๋นี่แหละ
เพราะนายตี๋เขาทำประชาสัมพันธ์ไว้
เป็นทั้ง MC เป็นทั้ง PR
ต่อไปคงหาเวลาไปสมัคร The Star มาอีกจ๊อบ
โชคดีของสิงโตที่ตี๋ยังไม่คิดจะเอาจริง ไม่อย่างนั้น สิงโตก็สิงโตเถอะ ฮ่าๆ

แล้วพวกยูเคยสงสัยบ้างมั้ย
เขาอยากเป็น The Star บ้างหรือเปล่าน้อ
ถ้าสงสัย ไปถามสราวุธเอาเองเด้อ เอิ๊กๆๆ

หมายเหตุ :
*อีสซึ่น เป็นภาษาของชนชาติที่มีอารยธรรมในแถบลุ่มน้ำโขงมาช้านาน อิอิ
**MC ย่อมาจาก Master of Ceremony ไปคุยกับเพื่อนให้ถูกนะ ฮ่าๆ
***เขามักบอกว่าตัวเองผิวคล้ำ ผิวดำ แล้วผิวของไอกะพวกยูล่ะ?
****ชื่องานแบบนี้ ไอเดาว่ามาจากสราวุธ เหอๆ


ตุลาคม 2017
อา พฤ
« ต.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

Blog Stats

  • 15,420 hits